????????????

???????????

??????????

 

????

?????????????

108 ?????

 
  
 
  ญาติสามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้ตามเวลาที่กำหนด  การเยี่ยมแบ่งเป็น 2 แบบ

       1. เยี่ยมปกติ  คือการเยี่ยมที่ห้องเยี่ยมญาติ
จัดไว้สำหรับผู้ต้องขังทั่วไปที่สามารถเดินออกมาพบ
ญาติที่ห้องเยี่ยมได้
       
2. เยี่ยมใกล้ชิด อนุญาตสำหรับผู้ต้องขัง
ป่วยหนัก
, หลังผ่าตัด, หรือไม่สามารถออกมาพบ
ญาติที่ห้องเยี่ยมได้เจ้าหน้าที่จะพาญาติเข้ามา
เยี่ยมภายในเรือนนอน

 

 ญาติเข้าเยี่ยมถึงเตียงผู้ต้องขังป่วย

     เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมการเยี่ยม

     
 

กำหนดการเยี่ยม
คดีทั่วไป  วัน จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์
คดียาเสพติด   วันพุธ
รอบเช้า     ชาย 9.00 - 11.00 น.
                 หญิง 11.00 - 12.00 น.
รอบบ่าย    ชาย 13.00 - 15.00 น.

 

ห้องเยี่ยมญาติ (ด้านผู้ต้องขัง)

 

          ห้องเยี่ยมญาติ (ด้านญาติ)

   
 
           เมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ก็รับประกันว่าผู้ต้องขังทุกคนจะมีสิทธิได้รับ
อาหารฟรี วันละ 3 มื้อทุกๆวัน
จนกว่าจะพ้นโทษ น่าเสียดายที่เรือนจำได้รับงบประมาณ
ค่าอาหารผู้ต้องขังแค่ 31 บาทต่อคนต่อวันเท่านั้น (เฉลี่ยแล้วประมาณ 10 บาทต่ออาหาร
 1 มื้อ
! ! ) ซึ่งนับว่าค่อนข้างน้อย เพราะค่าข้าวสารค่าอาหารดิบ (กับข้าว) และค่าเชื้อเพลิง
ที่ใช้หุงต้ม มีราคาสูงขึ้น
การจัดหาอาหารให้ผู้ต้องขังด้วยงบประมาณเพียง 10 บาท
30 สตางค์ ต่อมื้อต่อคนได้โดยที่ผู้ต้องขังไม่ประท้วงนั้นถือว่าเป็นโชคดีของผู้บริหารเรือนจำ
 

โรงครัวของทัณฑสถานโรงพยาบาล

ทัณฑสถานโรงพยาบาลฯ มีทีมงาน
โภชนาการที่ทำหน้าที่ควบคุมการ
หุงหาอาหารซึ่งประกอบด้วยอาหาร
ธรรมดา อาหารอ่อนและอาหาร
เหลวสำหรับผู้ต้องขังป่วย รวมทั้ง
อาหารมุสลิมสำหรับผู้ต้องขังที่
นับถือศาสนาอิสลาม
 

ตู้นึ่งข้าวในโรงครัวของทัณฑสถานฯ

ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับข้าวขาวที่นึ่ง
ในถ้วยสเตนเลส ตามที่เห็นในภาพ

         ผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็น
ผู้ต้องขังป่วย ถ้าจะให้ซักเสื้อผ้าเองเหมือนผู้ต้องขัง
ที่อยู่ในเรือนจำอื่นๆก็คงไม่เหมาะสม ทัณฑสถานฯ
จึงจำเป็นต้องรับภาระให้บริการ ซัก
-อบ-รีด เสื้อผ้า
และเครื่องนอนของผู้ต้องขังโดยใช้มาตรฐานเดียว
กันกับที่ใช้ในโรงพยาบาลทั่วไป   แต่ก็ให้บริการ
เฉพาะตอนที่เจ็บป่วยเท่านั้น เมื่อหายป่วยถูกส่งตัว
กลับเรือนจำเดิมแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบซักเสื้อผ้า
ของตัวเอง
      (ฝึกให้เคยชินไว้ไม่เสียหลาย เมื่อพ้นโทษออก
จากเรือนจำไปแล้ว จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระแม่บ้าน
บ้างในการซักรีดเสื้อผ้า)
ทัณฑสถานฯได้จัดเตรียมเครื่องซักผ้าและเครื่องอบ
ผ้าขนาดใหญ่จำนวน10เครื่องไว้รองรับงานดังกล่าว
เพื่อให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าและเครื่องนอนของผู้ต้องขัง
ทุกคน จะได้รับการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคและ
ซักด้วยน้ำร้อนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
 

โรงซักฟอกที่อยู่ภายในชั้นล่างของ
อาคารทัณฑสถานโรงพยาบาล

เครื่องรีดผ้าที่ช่วยให้ผู้ต้องขังทุกคน
ได้นอนบนผ้าปูที่นอน
ที่ผ่านการรีดแล้ว

 

 

คลังเก็บเสื้อผ้าและเครื่องนอน
ของผู้ต้องขัง

เครื่องอบผ้าขนาด 125 ปอนด์

 

ผู้ต้องขังเมื่อเจ็บป่วย ก็จะมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล
เท่าๆกับประชาชนทั่วไป คือ ใช้บัตรทอง "30 บาท รักษา
ทุกโรค" ได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะ

บัตรทอง  " 30 บาทรักษาทุกโรค "
ที่ทัณฑสถานออกให้กับผู้ต้องขัง

กรมราชทัณฑ์ถือว่าผู้ต้องขังทุกคนเป็นผู้มีรายได้น้อย
ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีแพทย์สาขาต่างๆ
เช่น อายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ จักษุแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยว
ชาญด้านสูติ-นรีเวช ด้าน หู คอ จมูก ด้านโรคผิวหนัง
ศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
การผ่าตัดส่วนใหญ่สามารถทำได้ภายในทัณฑสถาน
โรงพยาบาลฯ ยกเว้นในบางสาขาเช่น การผ่าตัดสมอง
การรักษาด้วยรังสีบำบัดที่จำเป็นต้องส่งตัวออกไปรับ
การรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก

จักษุแพทย์ของทัณฑสถานฯ
ใช้กล้องจุลทัศน์ในการผ่าตัดตา

ผู้ต้องขังจากเรือนจำต่างๆถูกส่งมา
รับการรักษาวันละหลายร้อยคน

 

  บัตรทองช่วยให้ผู้ต้องขัง
ทำฟันฟรีรวมทั้งการทำฟัน
ปลอมฐานพลาสติก แต่...
ฟันปลอมราคาแพงบาง
ชนิด ผู้ต้องขังต้องขังต้อง
จ่ายเงินเอง

 

 

เอกซ์เรย์ระบบดิจิตอลที่ใช้อยู่ใน
ทัณฑสถานโรงพยาบาลฯ

ทัณฑสถานโรงพยาบาลมีทันตแพทย์ 6 คน
ทำหน้าที่รักษาโรคฟันให้ผู้ต้องขัง

รถพยาบาลของทัณฑสถานโรงพยาบาลฯ

                                 
 

    ไม่ต้องเสียเวลาฝากของให้ผู้ต้องขัง เพราะ เราอนุญาตให้ผู้ต้องขัง สั่งซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพ-สินค้าได้โดยตรง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้  :           
    โดยปกติแล้ว  เรือนจำทุกแห่งต้องตรวจค้นอาหารและ
ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ญาตินำมาฝากให้
ผู้ต้องขัง เช่น สบู่ แชมพูสระผม ยาสีฟัน ผลไม้ ขนมปัง

 
บะหมี่สำเร็จรูป  กาแฟ น้ำหวาน ฯลฯ   เพื่อป้องกันไม่ให้มีสิ่งของต้องห้าม ซุกซ่อนเข้ามากับของฝาก   การตรวจค้นนั้นนอกจากจะ
เสียเวลาแล้ว บางครั้ง ก็ทำให้ของฝากเสียหายเพราะต้องตรวจกันอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม  เรือนจำส่วนใหญ่จึงแก้
ปัญหานี้โดย
การตั้งร้านสงเคราะห์เ พื่อให้ญาติหรือผู้ต้องขังซื้ออาหารและของใช้ต่างๆจากเรือนจำได้โดยตรง  จึงไม่ต้องเสียเวลาตรวจค้น
              ส่วนที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลนั้น  มีปัญหาเรื่องขาดแคลนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่  ไม่สามารถ
จัดตั้งร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังได้  ดังนั้น  ทัณฑสถานโรงพยาบาลฯ  จึงแก้ปัญหานี้ โดยการอนุโลมให้
ผู้ต้องขังสั่งซื้ออาหารและของใช้ต่างๆ จาก ซุปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าได้โดยตรง  โดยทาง
ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะส่งรายการสินค้าทั้งหมดพร้อมราคามาให้ผู้ต้องขังเลือก และจะนำสินค้าที่ผู้ต้องขังสั่ง
 
  มาส่งให้ทุกๆวัน โดยวิธีนี้ ทำให้ทัณฑสถานฯไม่ต้องเสียเวลามายุ่งเรื่องค้าขาย (ตั้งหน้าตั้งตารักษา - ผ่าตัดผู้ต้องขังอย่างเดียว
ก็ทำกันแทบไม่ทันอยู่แล้ว) และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ต้องขังและญาติก็พอใจเพราะมีสิทธิซื้อของได้ในราคาที่เท่ากันกับประชาชน
ทั่วไป (ถ้าสินค้าที่ซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตแพงก็ไม่ต้องมาต่อว่าทัณฑสถานฯให้ไปต่อว่าห้างสรรพสินค้าได้เลยครับ)
 

เงื่อนไขในการซื้อของจาก ซุปเปอร์มาร์เก็ต :
1. ซื้อของได้วันละไม่เกิน 200 บาท (ตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้)
2. ไม่อนุญาตให้ซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น สบู่ อาหารสำเร็จรูปหรือ ขนมขบเคี้ยวที่นำเข้าจากต่างประเทศ
3. ไม่อนุญาตให้ซื้อสินค้ามาเก็บกักตุนไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังนำสินค้ามาใช้แทนเงินสดในการ
     เล่นการพนันกันในเรือนจำ