Print
Hits: 16577

นพวรรณ บัวทอง

นักจิตวิทยา ทัณฑสถานโรงพยาบาลฯ

ลักษณะของผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

1. เจตนาฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ เช่น กินยาฆ่าแมลง ผูกคอ เชือดข้อมือ กระโดดตึก เป็นต้น

2. มีความตั้งใจฆ่าตัวตายชัดเจน เช่น

3. เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน จากสถิติพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อนและการกระทำครั้งที่ 2 มักเกิดภายในเวลา 90 วัน หลังจากครั้งแรก นอกจากนี้ ผู้ที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน มีโอกาสจะทำได้สำเร็จมากกว่าผู้ที่ยังไม่เคยทำ

4. มีโรคทางกาย พบว่าโรคทางกายโรคใดโรคหนึ่งใน 3 โรคต่อไปนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้คิดฆ่าตัวตาย

5. โรคทางจิตเวช โรคใดโรคหนึ่งใน 4 โรคต่อไปนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้คิดฆ่าตัวตาย

ความต้องการด้านจิตใจของผู้คิดฆ่าตัวตาย

แบบประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

รายการประเมิน มี ไม่มี
1. มีเรื่องกดดันหรือคับแค้นใจหรือไม่ ? ?
2. รู้สึกเป็นทุกข์จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ? ?
3. รู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายสิ้นหวังหรือไม่ ? ?
4. ขณะนี้มีความคิดฆ่าตัวตาย หรือหาวิธีฆ่าตัวตายหรือไม่ ? ?

?ถ้าตอบ มี ในข้อ 1 หรือ 2 แสดงว่าอาจจะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือเป็นโรคซึมเศร้า (ควรประเมินโรคซึมเศร้าตามแบบประเมินข้างล่าง)
ถ้าตอบ มี ในข้อ 3 หรือ 4 แสดงว่า มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง

แบบประเมินโรคซึมเศร้า

ส่วน ก
รู้สึกหดหู่ใจ ไม่มีความสุข เศร้าหมองเกือบทุกวัน หรือเบื่อหน่าย ไม่อยากพบปะผู้คน
มี ไม่มี
ส่วน ข
1. น้ำหนักลด
2. นอนไม่หลับเพราะคิดมาก กังวลใจ หรือตื่นบ่อย
3. วุ่นวายใจหรือรู้สึกเหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำอะไร
4. รู้สึกอ่อนเพลียจนไม่มีแรงจะทำอะไร
5. รู้สึกหมดหวังในชีวิต ตนเองไม่มีคุณค่า
6. รู้สึกตนเองไม่มีสมาธิ ตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้
7. มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือรู้สึกอยากตายบ่อยๆ
? ?

ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้รับการประเมินรู้สึกหรือมีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่

ถ้าตอบ มี ในส่วน ก และ มี ในส่วน ข จำนวน 1 - 2 ข้อหมายถึงมีภาวะซึมเศร้าควรให้คำปรึกษา
ถ้าตอบ มี ในส่วน ก และ มี ในส่วน ข ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไปหมายถึงมีภาวะซึมเศร้ามากให้ส่งพบแพทย์

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลผู้เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

  1. ควรมีผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเข้าห้องน้ำก็ควรอยู่ในสายตา
  2. เก็บของมีคม ยา หรือสิ่งของที่อาจทำร้ายตนเอง
  3. ถ้าต้องกินยาควรจัดให้กินที่ละมื้อ และเก็บซองยาไว้
  4. จัดให้อยู่ห้องพักชั้นล่าง ระมัดระวังการออกไปที่ระเบียง หรือหน้าต่าง ถ้าไม่มีลูกกรงป้องกัน
  5. ไม่พูดตำหนิประชดประชัน หรือพูดท้าทายให้ทำร้ายตนเองอีก
  6. สังเกตอารมณ์เศร้าจากสีหน้า ท่าทาง คำพูดสั่งลาหรือตัดใจได้และอารมณ์เศร้า ถ้าเปลี่ยนจากซึมเศร้าเป็นสดชื่นอย่างกระทันหัน ควรระมัดระวังมาก
  7. ถ้านอนไม่หลับ / กินอาหารได้น้อย หรืออารมณ์เศร้าไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรพาไปพบแพทย์
  8. พาไปพบแพทย์หรือผู้ให้การปรึกษาตามนัดทุกครั้ง

การดูแลช่วยเหลือผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย

  1. ให้การรักษาพยาบาลตามอาการที่พบ เช่น ทำแผล เย็บแผล ล้างท้อง เป็นต้น
  2. ถ้าส่งตัวกลับแดนควรแจ้งฝ่ายควบคุม ให้ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันการฆ่าตัวตาย
  3. ในกรณีที่เอะอะโวยวายมากควรให้ยาสงบประสาทถ้าจำเป็น และพิจารณารับตัวไว้สังเกตอาการในสถานพยาบาล
  4. ถ้าไม่แน่ใจ หรือมีผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเกินความสามารถในการช่วยเหลือ ควรแจ้งเรือนจำเพื่อขออนุญาตส่งต่อโรงพยาบาลภายนอก
  5. กรณีที่รับตัวไว้ในสถานพยาบาล ต้องปฏิบัติตาม Suicidal precaution และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ โดยให้การรักษาภาวะทางจิตเวชตามคำสั่งแพทย์ เช่น ยาแก้เศร้าในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า หรือยาคลายกังวลในผู้ป่วยที่เครียดมากมีปัญหาในการปรับตัว ยารักษาโรคจิตในขนาดต่ำ อาจได้ผลช่วยควบคุมความยับยั้งชั่งใจ ในผู้ป่วยที่มีบุคลิกภาพแบบหุนหันพลันแล่น โดยให้ Perphenazine 4 มก. ต่อวันหรือ Haloperidol 1 มก. ต่อวัน ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงสูง และปฏิเสธไม่ร่วมมือในการรักษาหรือก้าวร้าว ควรให้ผู้ป่วยสงบในช่วงแรกโดยฉีด Diazepam 5-10 มก.เป็นครั้งคราว
  6. ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของผู้ป่วย และควรหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตาย

การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในบางกรณี

กรณีผู้มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหัน
เช่น จากการมีสภาวะซึมเศร้าเปลี่ยนเป็นสดชื่นอย่างกระทันหัน หรือจากอาการก้าวร้าวเปลี่ยนเป็นสงบซึมเฉย เป็นภาวะที่ต้องระมัดระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นสภาวะที่แสดงถึงการตัดสินใจโดยเด็ดขาดที่จะฆ่าตัวตาย

กรณีผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้ามาก ไม่พูด ไม่รับประทานอาหาร หรือแยกตัวเอง

กรณีผู้ป่วยก้าวร้าวและทำร้ายตัวเอง

กรณีผู้ป่วยหวาดระแวง กลัวผู้อื่นจะมาทำร้าย

กรณีที่ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า

กรณีที่ผู้ป่วยเรียกร้องความสนใจจากผู้รักษามากเกินไป