คุกไม่ใช่โรงแรม ผู้ต้องขังจึงไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ที่ไหน (ยกเว้นยื่นคำร้องขอย้ายเรือนจำด้วยเหตุผลที่เหมาะสม)

                        ถ้าเลือกได้ ควรเลือกเข้าวัด ดีกว่าเลือกเข้าคุก

 
     

 

 

ประตูวัดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ค่อยมีคนเข้ายกเว้นเวลามีงานวัด

 

ประตูคุกปิดสนิท 4 - 5 ชั้น

ผู้คนแห่กันเข้าไปอยู่จนแน่น

   

สิ่งที่กำหนดว่าจะได้อยู่คุกไหนก็คือ

1. ท้องที่ที่ทำความผิด

          ถูกส่งฟ้องที่ศาลไหน ก็ถูกจำคุกที่เรือนจำประจำศาลนั้น กรมราชทัณฑ์เตรียมเรือนจำไว้รองรับกว่า 130 แห่งทั่วประเทศ

2. สถานะของผู้ต้องขัง

          ผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี จะถูกคุมขังที่ เรือนจำพิเศษ ต่างๆ เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งจะปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแตกต่างไปจากผู้ต้องขังที่คดีเสร็จสิ้นแล้ว (แต่ในหลายๆเรือนจำ ผู้ต้องขังเหล่านี้ก็ยังคงถูกขังปะปนกับผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินแล้ว เนื่องจาก เรือนจำพิเศษมีไม่เพียงพอ)

          ส่วนผู้ต้องขังที่มีโทษเหลือน้อย ก็อาจได้รับการพิจารณาส่งตัวไปยัง ทัณฑสถานเปิด ต่างๆ เช่น ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง ทัณฑสถานเปิดห้วยโป่ง  ทัณฑสถานเปิดหนองน้ำขุ่น เป็นต้น

3. ความรุนแรงของคดี

          - ถ้าจำคุกนาน จะถูกส่งไปยังเรือนจำความมั่นคงสูง ซึ่งได้แก่  เรือนจำกลาง ต่างๆ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำกลางประจำเขต       

          - ถ้าโทษไม่สูง ก็จะถูกขังที่ เรือนจำจังหวัด หรือ เรือนจำอำเภอ

          - ถ้าถูกกักขังแทนค่าปรับ จะถูกขังที่ สถานกักขัง เช่น สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี สถานกักขังกลางจังหวัดตราด

4. ประเภทของความผิด

          ผู้ทำผิดคดีเสพยาเสพย์ติด จะถูกคุมขังในเรือนจำที่ทำหน้าที่บำบัดการติดยา ซึ่งได้แก่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ ต่างๆ เช่น ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง (เนื่องจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษมีไม่เพียงพอ ผู้ต้องขังที่ติดยาเสพติดบางส่วนก็ยังคงถูกขังอยู่ในเรือนจำทั่วไป มีวิธีการบำบัดการติดยาเสพย์ติดที่เรียกว่า "ชุมชนบำบัด"

5. ลักษณะของตัวผู้ต้องขังเอง เช่น

          - อายุไม่เกิน 25 ปี จะอยู่ใน ทัณฑสถานวัยหนุ่ม

          - ผู้ต้องขังหญิงถูกส่งเข้า ทัณฑสถานหญิง

          - ผู้ต้องขังป่วย ถูกส่งเข้า ทัณฑสถานโรงพยาบาล

                                           ฯลฯ